การเลือกประกันรถยนต์ไม่ได้มีกฎตายตัวว่า "ประกันชั้น 1 ดีที่สุดเสมอไป" เพราะคำว่าดีที่สุดต้องวัดจากสถานะทางการเงินและรูปแบบการใช้ชีวิตของเพื่อนๆ เป็นหลัก ประกันชั้น 1 นั้นเหมาะกับรถใหม่หรือเพื่อนๆ ที่เพิ่งหัดขับรถ แต่ใครที่ขับชำนาญแล้วหรือรถมีอายุพอสมควร การฝืนจ่ายค่าเบี้ยแพงๆ จนเป็นภาระอาจไม่ใช่ทางออกที่ตอบโจทย์ ในขณะที่ประกันทางเลือกอย่างชั้น 2+ หรือ 3+ ก็สามารถอุดช่องโหว่ความเสี่ยงหลักๆ ได้อย่างครอบคลุมในราคาที่ประหยัดไปกว่าครึ่ง สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจเงื่อนไขประกันแต่ละชั้น สำรวจเงินในกระเป๋า และประเมินความเสี่ยงในการใช้รถของเพื่อนๆ อย่างตรงไปตรงมา การมีประกันรถยนต์ที่ "ใช่" และ "จ่ายไหว" จึงเปรียบเสมือนการสร้างเบาะรองรับยามฉุกเฉิน ที่ช่วยปกป้องเงินเก็บของคนหาเช้ากินค่ำอย่างเราๆ ไม่ให้หายไปกับอุบัติเหตุบนท้องถนน และช่วยให้เพื่อนๆ ใช้ชีวิตต่อได้อย่างอุ่นใจ
เศรษฐกิจแบบนี้ แค่ตื่นมาทำงานหาเงินส่งค่างวดรถได้แต่ละเดือน ก็หมุนเงินแทบไม่ทันแล้ว แต่เพื่อนๆ ทราบไหมคะว่าสิ่งที่น่ากลัวกว่าการไม่มีเงินผ่อนรถ คือการขับรถออกไปเจออุบัติเหตุแล้วไม่มีประกันค่ะ เพราะลำพังค่าซ่อมรถตัวเองก็หนักแล้ว ถ้าต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าซ่อมให้คู่กรณีอีก เงินเก็บที่มีอาจจะหายวับไปกับตา เผลอๆ ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาจ่ายอีกต่างหาก
บทความนี้จะมาอธิบายเรื่องที่ดูเข้าใจยากอย่าง “ประกันแต่ละชั้นต่างกันอย่างไร?” ให้เข้าใจกันแบบง่ายๆ และเมื่ออ่านจบแล้วเพื่อนๆ สามารถเลือกซื้อประกันให้เหมาะสมกับเงินในกระเป๋าและพฤติกรรมการใช้รถของตัวเองได้แบบคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์แน่นอนค่ะ
ก่อนจะไปรู้ว่าประกันรถแต่ละชั้นต่างกันอย่างไร เพื่อนๆ ควรเข้าใจ “ศัพท์ประกัน” ก่อนค่ะ เพราะ เวลาเราคุยกับตัวแทนหรืออ่านกรมธรรม์มักจะมีคำศัพท์แปลกๆ ที่อ่านไปก็งงไปอยู่เสมอ ดังนั้น เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้ประกันที่ตอบโจทย์และคุ้มค่าที่สุด นี่คือ 3 คำศัพท์ที่ควรรู้ค่ะ
พูดง่ายๆ คือ "วงเงินสูงสุดที่บริษัทประกันจะจ่ายให้เรา" ค่ะ หากรถเราเสียหายหนักจนซ่อมไม่คุ้ม หรือรถหาย ไฟไหม้ บริษัทก็จะจ่ายเงินก้อนนี้ให้เราเป็นการชดเชย โดยปกติทุนประกันจะลดลงประมาณ 10% ทุกปีตามค่าเสื่อมของรถเรา ดังนั้น รถเก่า ทุนประกันจะน้อยกว่ารถใหม่เป็นเรื่องปกติค่ะ
Excess (1,000 บาท) : คือเงิน 1,000 บาท ที่เรา "โดนบังคับจ่าย" เวลาเอารถไปเคลมสี หรือรอยขีดข่วน โดยที่เราตอบไม่ได้ว่าไปโดนอะไรมา ชนเมื่อไร หรือถูกใครชนแล้วหนี เรียกง่ายๆ ว่า เคลมแห้งแบบไม่มีคู่กรณีค่ะ
Deductible : คือเงินที่เรา "สมัครใจยอมจ่ายเองก้อนแรก" เช่น 1,000-5,000 บาท ทุกครั้งที่เราขับรถไปชนคนอื่นแล้วเราเป็นฝ่ายผิดแลกกับการที่บริษัทประกันจะลดราคาค่าเบี้ยประกันให้เราตอนซื้อค่ะ เหมาะกับคนที่ขับรถเก่งแล้วและมั่นใจว่าไม่ค่อยชนแน่นอนค่ะ
มีคู่กรณี : กฎหมายประกันภัยหมายถึงการชนกับ "ยานพาหนะทางบกที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์หรือมอเตอร์ไฟฟ้า" ค่ะ เช่น ชนรถเก๋ง กระบะ มอเตอร์ไซค์ รถบรรทุก หรือแม้แต่รถป้ายแดง รถอีแต๋นที่มีเครื่องยนต์ รถกอล์ฟ รถไฟ รถราง ก็จัดอยู่ในหมวดนี้ ไม่จำเป็นว่ายานพาหนะดังกล่าวต้องจดทะเบียนเลยค่ะ
ไม่มีคู่กรณี : คือการชนสิ่งอื่นที่ไม่ใช่รถค่ะ เช่น ถอยชนเสาไฟ ครูดฟุตบาท ชนหมา ชนรั้วบ้าน หรือโดนหินกระเด็นใส่กระจกแตก
ประกันชั้น 1 คือที่สุดของความคุ้มครองค่ะ ไม่ว่าเพื่อนๆ จะชนเขา เขาชนเรา หรือขับไปชนเสาไฟฟ้าเอง ประกันชั้น 1 เคลียร์ให้หมด รวมถึงกรณีรถหาย ไฟไหม้ น้ำท่วม ก็คุ้มครองด้วยค่ะ เหมาะสำหรับรถใหม่ป้ายแดง มือใหม่หัดขับ หรือคนที่รักรถมากๆ และไม่อยากวุ่นวายเวลาเกิดอุบัติเหตุ แต่แน่นอนว่าความคุ้มครองจัดเต็มขนาดนี้ ค่าเบี้ยประกันก็ต้องสูงตามไปด้วยค่ะ
ความคุ้มครองเกือบเท่าชั้น 1 เลยค่ะ ทั้งซ่อมรถเขา ซ่อมรถเรา รถหาย ไฟไหม้ แต่มีเงื่อนไขเดียวคือ "การซ่อมรถเรา ต้องเกิดจากการชนกับยานพาหนะทางบก (มีคู่กรณี) เท่านั้น" ถ้าเพื่อนๆ ขับรถดี ไม่ชนเสา ไม่เบียดกำแพง แต่อยากได้ความคุ้มครองกรณีชนกับรถคันอื่นหรือรถหาย ชั้น 2+ คือคำตอบที่คุ้มค่าและช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้เยอะเลยค่ะ
ชั้น 3+ ก็คือขวัญใจคนงบน้อยค่ะ เงื่อนไขจะคล้ายๆ 2+ คือซ่อมรถเขาและซ่อมรถเรา แต่การซ่อมรถเรามีเงื่อนไขว่าต้องเป็นกรณีชนกับยานพาหนะทางบก หรือ 'รถชนรถ' เท่านั้นค่ะ นอกจากนั้นจะไม่คุ้มครองเรื่องรถหายและไฟไหม้ค่ะ เหมาะสำหรับรถที่เริ่มมีอายุ หรือรถที่เพื่อนๆ จอดในที่ปลอดภัยตลอดเวลา เช่น มีโรงรถที่บ้าน แต่อย่างน้อยอยากมีประกันไว้กันเหนียวเวลาเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ไม่ต้องปวดหัวหาเงินซ่อมรถตัวเองและรถคู่กรณีค่ะ
ชั้นนี้น่ารักที่สุดในเรื่องราคาค่ะ แต่ความคุ้มครองก็น้อยที่สุดเช่นกัน โดยจะคุ้มครองเฉพาะรถของคู่กรณีและบุคคลภายนอกเท่านั้น ส่วนรถของเราพังแค่ไหนต้องซ่อมเองทั้งหมด รวมถึงไม่คุ้มครองรถหายและไฟไหม้ด้วย เหมาะสำหรับรถเก่ามากที่หาอะไหล่ยาก หรือรถที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน จอดทิ้งไว้มากกว่าขับ แต่อย่างน้อยต้องมีติดไว้เพื่อไม่ให้เราต้องแบกรับหนี้ก้อนโตเวลาไปชนรถรุ่นใหม่ของคนอื่นเข้าค่ะ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าประกันแต่ละชั้นเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร สามารถดูได้จากตารางเปรียบเทียบประกันรถยนต์แต่ละชั้นด้านล่างนี้ได้เลยค่ะ
เพราะประกันแต่ละชั้นมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป ดังนั้น การเลือกประกันจึงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวค่ะ บางคนบอกชั้น 1 ดีที่สุด แต่ถ้าจ่ายแล้วทำให้ขาดสภาพคล่องก็คงไม่ใช่เรื่องดี ดังนั้น นี่คือ 3 ขั้นตอนที่อยากให้เพื่อนๆ ลองนำไปใช้ก่อนตัดสินใจค่ะ
ในยุคที่ของแพง ค่าครองชีพสูงแบบนี้ เราต้องคำนวณรายจ่ายให้ดีค่ะ ถ้ามั่นใจว่าจ่ายไหวกับค่าเบี้ยหลักหมื่น การเลือกชั้น 1 ก็ซื้อความสบายใจได้เต็ม 100% แต่ถ้าอยากประหยัด หรือมีภาระหนี้สินอื่นๆ ต้องดูแล การเลือกซื้อประกันรถยนต์ชั้น 2+ หรือ 3+ ก็เป็นทางเลือกที่ดีเช่นกันเพราะราคาถูกลงเกือบครึ่งแต่ยังคุ้มครองเหตุใหญ่ๆ ครบค่ะ
ลองถามตัวเองดูค่ะว่า ขับรถบ่อยแค่ไหน? ขับเส้นทางเดิมๆ หรือต้องไปที่แปลกๆ บ่อย? ที่สำคัญคือจอดรถที่ไหน? ถ้าต้องจอดริมถนน ในซอยเปลี่ยว หรือหน้าหอพักที่ไม่มีรปภ. ประกันที่คุ้มครองรถหาย เช่นชั้น 1, 2+, 2 คือสิ่งจำเป็นมากค่ะ แต่ถ้าขับแค่ไปตลาดใกล้บ้าน สัปดาห์ละหน สองหน จอดในรั้วบ้านตลอด ชั้น 3 หรือ 3+ ก็อาจจะเพียงพอแล้วค่ะ
การที่เพื่อนๆ ติด "กล้องหน้ารถ" ก็สามารถใช้เป็นส่วนลดค่าเบี้ยได้ 5-10% และถ้าเรามั่นใจว่าเป็นคนขับรถดี มีสติ ไม่ค่อยชน ลองเลือกแบบที่มีค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) ระบุไปเลยค่ะว่าถ้ายอมจ่าย 2,000 หรือ 3,000 บาทแรกเองเมื่อเป็นฝ่ายผิด ก็จะช่วยหั่นค่าเบี้ยประกันตอนซื้อไปได้อีกเยอะเลยค่ะ
อ่านมาถึงตรงนี้ เพื่อนๆ คงเข้าใจแล้วว่าประกันชั้น 1 2+ 3+ ต่างกันอย่างไร และน่าจะมีแผนประกันที่เล็งไว้ในใจแล้ว แต่ถ้าใครยังกังวลว่ายุคนี้การต้องควักเงินก้อนใหญ่เพื่อจ่ายค่าเบี้ยประกันรวดเดียวจะเป็นภาระหนักเกินไป ไม่ต้องเครียดเลยค่ะ เพราะที่เงินเทอร์โบเรามีบริการประกันรถยนต์แบบผ่อนได้ ที่จะช่วยให้เพื่อนๆ บริหารเงินในกระเป๋าได้ง่ายขึ้น มีเงินเหลือหมุนเวียนไปใช้จ่ายในครอบครัวหรือต่อยอดธุรกิจ แถมยังได้ความคุ้มครองทันทีตั้งแต่วันแรก
✅ บริษัทประกันภัยมั่นคง น่าเชื่อถือ มั่นใจว่าเคลมได้
✅ จ่ายงวดแรกคุ้มครองทันที
✅ เคลมได้แม้อยู่ในช่วงแบ่งชำระ
✅ จ่ายสะดวกผ่านสาขาเงินเทอร์โบ หรือแอปธนาคารได้เลย
✅ ผ่อนนานสูงสุด 12 เดือน เบี้ยเริ่มต้นหลักร้อย
✅ ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
* ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนการตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง
** ให้บริการโดยบริษัท เงินเทอร์โบ อินชัวรันซ์ โบรกเกอร์ จำกัด ซึ่งเป็นเพียงนายหน้าประกันวินาศภัยเท่านั้น รับประกันภัยโดยบริษัทประกันภัยในพันธมิตรของเงินเทอร์โบ
A: จุดต่างสำคัญที่สุดคือ "การเคลมซ่อมรถของเรา" ค่ะ ประกันชั้น 1 จะเคลมซ่อมรถเราได้ทุกกรณี ไม่ว่าจะขับไปชนรถ ชนเสาไฟฟ้า ถอยครูดกำแพง หรือตกหลุม แต่ประกันชั้น 2+ จะซ่อมรถเราได้ก็ต่อเมื่อ "ชนกับยานพาหนะทางบก" (รถยนต์, มอเตอร์ไซค์ ฯลฯ) เท่านั้นค่ะ ถ้าเพื่อนๆ ขับไปชนสิ่งที่ไม่ใช่รถ ชั้น 2+ จะไม่ซ่อมรถให้นะคะ ส่วนเรื่องรถหายหรือไฟไหม้ ทั้งสองชั้นนี้ให้ความคุ้มครองเหมือนกันค่ะ
A: สองชั้นนี้มีความคุ้มครองเวลาเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนเหมือนกันเป๊ะเลยค่ะ คือซ่อมรถเขาและซ่อมรถเรา เฉพาะกรณีชนกับยานพาหนะทางบก แต่จุดที่ 2+ กับ 3+ ต่างกันคือ "เรื่องรถหายและไฟไหม้" ค่ะ ชั้น 2+ จะคุ้มครองจ่ายเงินชดเชยให้กรณีรถถูกขโมยหรือไฟไหม้ด้วย แต่ชั้น 3+ จะไม่มีความคุ้มครองในส่วนนี้ค่ะ ดังนั้น ถ้าเพื่อนๆ ต้องจอดรถริมถนนหรือในที่เปลี่ยวบ่อยๆ ยอมเพิ่มเงินอีกนิดทำชั้น 2+ จะอุ่นใจกว่าค่ะ
A: โดยทั่วไปบริษัทประกันมักจะรับทำประกันชั้น 1 ให้แก่รถที่มีอายุไม่เกิน 7-10 ปีค่ะ แต่ถ้าเพื่อนๆ ทำประกันชั้น 1 กับบริษัทเดิมมาอย่างต่อเนื่อง มีประวัติขับรถดี ไม่ค่อยเคลม บางบริษัทก็ใจดีอนุโลมให้ต่อชั้น 1 ยาวๆ ไปได้ค่ะ แต่ถ้าเพิ่งมาขอทำใหม่ตอนรถอายุเยอะแล้ว ส่วนใหญ่มักจะถูกแนะนำให้ลดเป็นชั้น 2+ หรือ 3+ แทน ซึ่งก็ถือเป็นทางเลือกที่เซฟเงินและคุ้มค่าสำหรับรถที่ผ่านการใช้งานมานานนะคะ
A: คุ้มครองค่ะ หากกรมธรรม์ของเพื่อนๆ เป็นแบบ "ไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่" ใครเอาไปขับประกันก็คุ้มครองตามเงื่อนไขปกติเลยค่ะ แต่คนขับต้องมีใบขับขี่ แต่ถ้าตอนซื้อเพื่อนๆ เลือกแบบ "ระบุชื่อผู้ขับขี่" เพื่อรับส่วนลดค่าเบี้ย แล้วคนที่ขับไปชนไม่ใช่ชื่อที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ประกันก็ยังรับผิดชอบซ่อมรถให้คู่กรณีนะคะ แต่เราอาจจะต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกหลักพันบาทสำหรับการซ่อมรถเราเองตามที่กรมธรรม์ระบุไว้ค่ะ